วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

เปิดป้ายหมู่บ้านชัฎป่าหวาย

จอมพลถนอม กิตติขจร เปิดป้ายหมู่บ้านชัฎป่าหวายพัฒนา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2513
เมื่อปี พ.ศ.2512 ได้เกิดอุทกภัยน้ำป่าไหลบ่าล้นฝั่งลำน้ำชี ทำให้บ้านเรือนราษฎรและพืชผลถูกกระแสน้ำพัดทำลายเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง ซึ่งมีชาวไทยกะเหรี่ยงอยู่เป็นจำนวนมาก หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 20 กรป.กลาง ได้รีบเข้าไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยใช้เรือบรรทุกผู้คนอพยพไปอยู่ที่ดอน และขนอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรคแจกจ่ายอย่างทั่วถึง ภายหลังต่อมาทางการจึงได้อพยพผู้คนไปสร้างหมู่บ้านเกิดใหม่ โดยจัดสรรที่ดินกับบ้าน 1 หลังให้แต่ละครอบครัว และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งใหม่นี้ว่า "หมู่บ้านชัฎป่าหวายพัฒนา"

ที่มา :
-ข้อมูล : พูลศรี จีบแก้ว.(2552). ภาพเก่าเล่าอดีต. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี, สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (หน้า 79).
-เจ้าของภาพ : อ.สุรินทร์ เหลือละมัย
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

ภาพไฟไหม้ราชบุรี พ.ศ.2503

เหตุการไฟไหม้เมืองราชบุรี ในปี พ.ศ.2503 เกิดขึ้นบริเวณถนนราษฎรยินดี (เช่นเดียวกับในปี พ.ศ.2499) เกิดขึ้นกลางคืนเวลาประมาณ 01.30 น. ต้นเพลิงคือโรงงานทำธูป บริเวณที่ตั้งของร้านวิทยาอิเลคโทรนิคส์ในปัจจุบัน สาเหตุเกิดจากความประมาท
ภายหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ ทางการจึงสร้างสะพานธนะรัชต์ สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองคู่ขนานกับสะพานรถไฟหรือสะพานจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากตอนที่เกิดเหตุไฟไหม้ รถดับเพลิงเข้าไปยังพื้นที่ได้ลำบาก เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มาตรวจเยี่ยมหลังเกิดเหตุแล้ว จึงได้สั่งให้สร้างสะพานธนะรัชต์ขึ้น

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางมายังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจดูความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ ในภาพ นายวิชัย มณีรัตน์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี กำลังรายงานเหตุการณ์ให้ทราบ


มูลนิธิประชานุกูลราชบุรี ได้จัดตั้งกองบรรเทาทุกข์ที่บริเวณหน้าสุขศาลาเทศบาลเมืองราชบุรี ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านทองเกษตร ห้างแว่นตานาฬิการศรีนคร ฝั่งตรงข้ามกับภัตตาคารรื่นรสในปัจจุบัน เพื่อนำข้าวสาร อาหารแห้ง สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีผู้ร่วมกันบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยในเหตุเพลิงไหม้ ในครั้งนี้
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้เดินทางมาเยี่ยมชมการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือของมูลนิธิประชานุกูลราชบุรี แก่ผู้ประสบอัคคีภัย และได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับคณะกรรมการของมูลนิธิประชานุกูลราชบุรี

ถ่ายจากบริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองหลังเก่า เจ้าหน้าที่ของทางราชการและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิประชานุกูลราชบุรี รวมทั้งชาวบ้าน กำลังช่วยกันชั่งตวงข้าวสารแบ่งใส่ถุง เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุเพลิงไหม้





ชาวบ้านผู้ประสบอัคคีภัย กำลังเข้าแถวเพื่อรอรับแจกข้าวสารจากมูลนิธิประชานุกูลราชบุรี ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองหลังเดิม


มูลนิธิประชานุกูลราชบุรี ได้ไปตั้งกองหุงข้าวภายในวัดช่องลมเพื่อนำไปเลี้ยงผู้ที่ประสบอัคคีภัย ในครั้งนั้น



มูลนิธิประชานุกูลราชบุรี ตั้งกองบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย




ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายจันทร์ สมบูรณ์กูล (ใส่แว่นตาดำ) เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของมูลนิธิประชานุกูลราชบุรี ภายในกองบรรเทาทุกข์

คณะกรรมการมูลนิธิประชานุกูลราชบุรี ที่ไปร่วมกันตั้งโต๊ะรับบริจาคภายในกองบรรเทาทุกข์


นายสงัด รักษ์เจริญ นายอำเภอเมืองราชบุรี และ พ.ต.อ.พร้อม สุขมาก ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี มาร่วมจัดทำในส่วนของข้อมูลทะเบียนราษฎรแก่ผู้ที่ประสบอัคคีภัย ที่กองอำนวยการมูลนิธิประชานุกูล ราชบุรี




ที่มา :
ข้อมูล : พูลศรี จีบแก้ว.(2552). ภาพเก่าเล่าอดีต. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี, สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (หน้า 51-66).
เจ้าของภาพ : มูลนิธิประชานุกูล ราชบุรี
อ่านต่อ >>

ถนนวรเดชและหอนาฬิกา

ภาพบรรยากาศเมืองราชบุรี บริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง ถนนวรเดช ในตอนกลางวัน ประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ภายในภาพปรากฏสถานที่สำคัญของเมืองราชบุรี คือ หอนาฬิกาและบรรยากาศของตัวตลาดราชบุรี ที่มีอาคารร้านค้าเป็นตึกสูงสองชั้น มุงด้วยกระเบื้องว่าว ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบตึกแถวที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 4-5 แบบเดียวกันตลอดทั้งแถวถนนวรเดชริมน้ำแม่กลอง ทิวสนที่ปลูกเรียงรายคู่กับถนนวรเดช และในภาพยังมีภาพวิถีชีวิตของการใช้สายน้ำแม่กลองเป็นเส้นทางคมนาคม โดยมีเรือขนส่งสินค้าและเรือเมล์ที่ขนส่งผู้คนออกมาจากภายในสวน คือแถบดำเนินสะดวก วัดเพลงและสมุทรสงคราม มาจอดเทียบท่าบริเวณริมน้ำแม่กลอง ที่มุมซ้ายด้านล่างของภาพจะเห็นรถเมล์สองแถวที่วิ่งรับส่งผู้คนจากนอกตัวเมืองเข้ามาภายในตัวเมือง (ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นรถเมล์สองแถวสายใด) และเมื่อลองสังเกตที่บริเวณด้านหน้าของรถเมล์สองแถว จะเห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองในสมัยนั้นที่นำประปายังให้บริการไม่ทั่วถึง ก็ต้องออกมาหาบน้ำจากลำน้ำแม่กลองขึ้นมาเพื่อนำกลับไปใช้อุปโภคบริโภคภายในครอบครัว
ในภาพด้านขวา เป็นบรรยากาศของสนามหญ้า ตลาดสนามหญ้า หรือตลาดราชพัสดุ เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว สนามหญ้าถือได้ว่าเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองราชบุรี และยังมีหอนาฬิกาสิ่งปลูกสร้างที่กลายเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองราชบุรี ในอดีตบริเวณแห่งนี้ มีหญ้าปลูกขึ้นเขียวขจีไปทั่วทั้งสนาม และมีน้ำพุตั้งอยู่ตรงกลางสนาม คนทั่วไปจึงเรียกติดปากว่า "สนามหญ้า" มาจนถึงปัจจุบัน
สนามหญ้าเป็นสถานที่พักผ่อนออกกำลังกายและสนามเด็กเล่นของผู้คนในตลาดและที่อยู่ใกล้เคียง พอถึงเวลาตอนเย็นก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยมาตั้งขายอาหารของกินกันอย่างเรียงราย ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นจนถึงรุ่งเช้า กลายเป็นตลาดโต้รุ่ง เช่นเดียวกับตลาดโต้รุ่งองค์พระที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และตลาดโต้รุ่งแห่งนี้ยังเป็นสถานที่แห่งเดียวในอดีตที่ชาวเมืองราชบุรี สามารถออกมาหาซื้อของกินได้ในเวลากลางคืน
ต่อมาในปี พ.ศ.2527 ทางราชพัสดุได้มีโครงการปรับปรุงตลาดโต้รุ่งสนามหญ้าให้มีระเบียบเรียบร้อยดูสวยงามมากยิ่งขึ้น จึงได้ทำการสร้างหลังคาคุมกันแดดกันฝนขึ้นอย่างถาวร และจัดแบ่งสันพื้นที่ขายของให้แก่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการเข้ามมาขาย และได้ตั้งชื่อตลาดโต้รุ่งที่ปรับปรุงใหม่นี้ว่าตลาดราชพัสดุ สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นตลาดขายอาหารของกินตลอดทั้งวันมาจนถึงปัจจุบัน การปรับปรุงสนามหญ้าในครั้งนั้นเท่ากับเป็นการปิดตำนานสวนสาธารณะสนามหญ้าที่มีหญ้าขึ้นปกคลุมเขียวขจีลงเหลือเพียงแต่ความทรงจำของคนรุ่นก่อน และสร้างความสงสัยให้คนรุ่นใหม่ว่า ทำไมตลาดขายอาหารกลางเมืองราชบุรีที่หาหญ้าสักต้นหนึ่งไม่พบ จึงถูกเรียกว่า "สนามหญ้า"
ภาพนี้สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือการถ่ายภาพของนายสุรินทร์ วิรุฬห์วชิระ ที่ถ่ายจากบนดาดฟ้าบ้านของนางหัทยา มณีกุล




สนามหญ้าในยามค่ำคืนเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว กลายสภาพเป็นตลาดโต้รุ่งที่มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยพากันมาตั้งขายอาหารและของกินต่างๆ อยู่เต็มไปหมด
ที่มา : พูลศรี จีบแก้ว.(2552). ภาพเก่าเล่าอดีต. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี, สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (หน้า 108-110).


อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

ริมน้ำแม่กลองในอดีต

ภาพการค้าขายโอ่งมังกรราชบุรี ในลำน้ำแม่กลองบริเวณเขื่อนริมน้ำหน้าศาลากลาง จ.ราชบุรี หลังเดิม หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ในปัจจุบัน ในภาพจะเห็นเรือของชาวไทยรามัญที่มารับซื้อโอ่งมังกรราชบุรี และบรรทุกใส่เรือนำไปขายที่กรุงเทพฯ พ่อค้าชาวไทยรามัญเหล่านี้จะอาศัยกินนอนอยู่ในเรือ แต่ปัจจุบันเมื่อการคมนาคมทางน้ำได้ลดความสำคัญลง การติดต่อค้าขายจะใช้เส้นทางคมนาคมทางบกแทน พ่อค้าชาวไทยรามัญเหล่านี้ ได้ย้ายขึ้นบกไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ ซ.วาสนาดี ถ.มนตรีสุริยวงศ์ และเรียกว่าชุมชนไทยรามัญ(เจ้าของภาพ : มูลนิธิประชานุกูล)

เรือเครื่องจอดเรียงรายรอรับส่งผู้โดยสารอยู่ในแม่น้ำแม่กลองที่ อ.บ้านโป่ง (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

บรรยากาศริมน้ำแม่กลอง ช่วงที่ไหลผ่านอำเภอบ้านโป่ง ในราว 50 กว่าปีที่ผ่านมา (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ตลิ่งริมน้ำแม่กลองในอำเภอบ้านโป่งในอดีตราว 50 กว่าปีที่ผ่านมา ยังคงมีเรือบรรทุกสินค้าต่างๆ จอดขนถ่ายสินค้า จำพวกจากสำหรับมุงหลังคา ไม้ไผ่ ไม้รวก ฯลฯ ขึ้นล่องมาจากใน จ.ราชบุรีเอง และจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น กาณจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ภาพบิดาของคุณจรัสแสง เกษมสุวรรณ ชื่อนายเช็งเอ้ง แซ่เฮ้ง ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองราชบุรี เมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว ยึดอาชีพพายเรือขายกาแฟอยู่ในแม่น้ำแม่กลอง ช่วงคุ้งน้ำแถววัดโคกหม้อลงมาจนถึงแนวสะพานรถไฟ

ริมน้ำแม่กลองในช่วงราวปี พ.ศ.2500 กว่าๆ มีเรือบรรทุกทราย หิน โอ่ง และเรืออาศัยจอดลอยลำเรียงรายยาวตลอดริมฝั่งแม่น้ำหน้าเมืองราชบุรี (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
ที่มา : พูลศรี จีบแก้ว.(2552). ภาพเก่าเล่าอดีต. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี, สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (หน้า 45-46,76).
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

ภาพไฟไหม้ราชบุรี พ.ศ.2499

เหตุการณ์ไฟไหม้ในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี เมื่อปี พ.ศ.2499 บริเวณที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ คือ ถนนราษฎรยินดี ต้นเพลิงอยู่บริเวณนำชัยเภสัชในปัจจุบัน ไฟไหม้ลุกลามไปจนถึงซอย 2 ตรงที่เป็นโรงแรมหงส์ฟ้าในปัจจุบัน เพลิงลุกไหม้ข้ามวันข้ามคืน ตั้งแต่ราวบ่ายสามโมงเย็นไปถึงรุ่งเช้าของอีกวัน สาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ เกิดจากการวางเพลิง



ควันสีดำที่เห็นอยู่ในท้องฟ้า คือ กลุ่มควันที่เกิดจากไฟไหม้ที่บริเวณถนนราษฎรยินดี เพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงจนควันไฟพวยพุ่งข้ามมาปกคลุมยังบริเวณถนนอัมรินทร์

ซากอาคารที่ถูกไฟไหม้จนราบเรียบ เหลือเพียงเสาที่ถูกไฟไหม้แล้ว ตั้งอยู่ระเกะระกะทั่วไป และซากเสาสองต้นที่เห็นในภาพ คือปล่องไฟของโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยว

บรรดาผู้ประสบอัคคีภัยได้ขนย้ายข้าวของหนีมากองรวมไว้

เจ้าหน้าที่ทหารกำลังช่วยขนย้ายซากปรักหักพังที่เกิดเหตุจากเพลิงไหม้ออกจากพื้นที่เกิดเหตุ

ที่มา : พูลศรี จีบแก้ว.(2552). ภาพเก่าเล่าอดีต. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี, สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (หน้า 49-50).
เจ้าของภาพ : มูลนิธิประชานุกูล
อ่านต่อ >>